Nature

Miscellaneous

เดินทางสู่มิยาโกะ เกาะสีสันสดใส

การพัฒนาบนเกาะมิยาโกะในช่วงที่ผ่านมานี้กำลังมีสิ่งที่น่าจับตามอง โดยเมื่อปี 2019 ได้มีการเปิดสนามบินนานาชาติที่เกาะชิโมจิ จึงเป็นโอกาสให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้มาเยือนเพื่อยลโฉมทะเลในหมู่เกาะมิยาโกะที่มีสีสันสดใสงดงามจนได้รับการขนานนามว่ามิยาโกะบลูให้เห็นกับตา
ขอแนะนำตัวอย่างการท่องเที่ยวกำเนิดใหม่ในเกาะ พร้อมกับนำเสนอมนต์เสน่ห์ของหมู่เกาะมิยาโกะในปัจจุบันอีกครั้ง หมู่เกาะซึ่งมีเกาะมิยาโกะเป็นศูนย์กลาง รายล้อมด้วยเกาะน้อยใหญ่จำนวนมากซึ่งห่างเพียงข้ามสะพาน

DAY 1: ดื่มด่ำกับทะเลและขนมหวานหลากสีสัน

จากสนามบินนาฮะเดินทางถึงสนามบินมิยาโกะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็เช่ารถขับไปยังชายฝั่งทะเลโยชิโนะซึ่งอยู่ทางชายฝั่งตะวันออกของเกาะ เพราะชายฝั่งทะเลแห่งนี้เป็นจุดสน็อกเคลลิ่งที่มีชื่อ จึงอยากให้ลองชื่นชมเสน่ห์ของท้องทะเลจากท้องฟ้าด้วยพาราไกลเดอร์ เราจะเดินเล่นกลางอากาศเหนือแนวปะการังกันสักครู่ ด้วยเครื่องร่อนแบบนั่งสองคนโดยมีไพล็อตมืออาชีพซึ่งมีคุณสมบัติในการเป็นครูสอนทั้งพาราไกลเดอร์และมอเตอร์พาราไกลเดอร์เพียงหนึ่งเดียวในเกาะมิยาโกะ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็จะต้องตกหลุมรักมิยาโกะบลูได้ในอึดใจแน่นอน การแหวกว่ายกลางอากาศใช้เวลาประมาณ 20 นาที ถือเป็นช่วงเวลาเหินเวหาที่คุ้มค่า แค่วิวชายฝั่งทะเลจากเนินเขาที่เป็นจุดเทคออฟก็เพลิดเพลินไม่รู้เบื่อ ระหว่างที่คนอื่นกำลังต่อคิวบินขึ้นนั้น ถ้าได้เดินลงไปยังชายหาดแล้วว่ายน้ำสักยกก็ดีไม่น้อย ในการบินขึ้นไปครั้งหนึ่งทัศนียภาพแห่งสีสันที่ตัดกันของทะเล ท้องฟ้า และป่าเขาจะอาบอิ่มเข้าไปยังหัวใจ

หลังจากดื่มด่ำกับสีสันที่ตัดกันของทะเล ท้องฟ้า และป่าเขาของเกาะมิยาโกะด้วยพาราไกลเดอร์แล้ว ก็ข้ามสะพานคุริมะไปสู่เกาะคุริมะ บนเกาะเล็ก ๆ ที่มีระยะทางรอบเกาะเพียง 9 กิโลเมตร นอกจากจะได้ชื่นชมทะเลมิยาโกะบลูซึ่งมีความหลากหลายเฉดสีบนชายหาดทั้งเหนือใต้ออกตกแล้ว ก็ยังสามารถเพลิดเพลินไปกับการตระเวนกินดื่มตามคาเฟ่ซึ่งมีร้านน่านั่งมากมาย

ลงจากสะพานคุริมะปุ๊บก็ถึงจุดชมวิวปราสาทริวงูโจทันที แวะชมทัศนียภาพของทะเลตรงนั้นให้เต็มอิ่ม ก่อนแวะไปยัง Rakuen no Kajitsu café & restaurant ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ที่นี่มีเมนูอาหารที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทะเล พระอาทิตย์ และแผ่นดินใหญ่ โดยใช้วัตถุดิบที่หาได้ตามฤดูกาลในเกาะคุริมะและหมู่เกาะมิยาโกะ ขอแนะนำของหวานสีสันสดใสซึ่งใช้มะม่วงและแก้วมังกร ของดีท้องถิ่นของเกาะมิยาโกะแบบเต็มปากเต็มคำ ถ้าได้ลิ้มลองพาเฟ่ต์มะม่วงสุกงอมสักคำ รับรองว่าต้องยิ้มระรื่นให้กับความหวานตามธรรมชาติ ขณะเดียวกัน เพราะเป็นความหวานตามธรรมชาตินี่เอง จึงให้ความรู้สึกสดชึ่นหลงเหลืออยู่ในปาก แม้จะเป็นพาเฟ่ต์ถ้วยยักษ์แต่ก็หมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว พาเฟ่ต์แก้วมังกร อีกหนึ่งเมนูหายากซึ่งมีไอศกรีมสีม่วงและสีขาวสดใสตัดกันอย่างสวยงาม เมนูนี้ก็ได้รสหวานและเปรี้ยวจากธรรมชาติอบอวลอยู่ในปาก เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่จะได้ฟินจนลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ไปเลย พาเฟ่ต์ที่นี่ใช้ผลไม้ตามฤดูกาลเป็นวัตถุดิบหลัก ไม่ว่าจะมาช่วงเวลาไหนก็สามารถลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ ได้เสมอ

Pani Pani ซึ่งตั้งขนาบถนนอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม เป็นคาเฟ่กลางแจ้งที่อบอวลด้วยกลิ่นอายบรรยากาศของดินแดนทางตอนใต้ อาหารของทางร้านจะเป็นอาหารว่าง อาทิ ฮ็อตแซนด์วิช พิซซ่า เป็นต้น แต่อุดมด้วยเมนูเครื่องดื่มสูตรเฉพาะของร้าน ขอแนะนำครีมโซดาที่มีมิยาโกะบลูเป็นแรงบันดาลใจ เป็นเครื่องดื่มที่มีไอศกรีมลอยอยู่บนโซดาสีฟ้าอ่อนสดใสให้ความรู้สึกสดชื่น ฟองซ่าอ่อน ๆ จะช่วยปัดเป่าความเหน็ดเหนื่อยให้หายวับไป เวลาบนเกาะหมดไปกับคาเฟ่บนเกาะ ซึ่งสามารถนั่งชิลผ่อนคลายสบายใจได้อย่างเต็มที่

หลังจากอิ่มกายสบายใจกับคาเฟ่บนเกาะแล้ว ก็ไปต่อกันที่ชายหาดนุซุนุน จุดชมอาทิตย์อัสดงที่สวยสุดยอดทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ ชั่วระยะเวลาสั้นๆ ที่ได้นั่งหรือเดินบริเวณหาด ดื่มด่ำกับทะเลสีฟ้าที่ขนานนามว่ามิยาโกะบลูขณะถูกระบายด้วยสีอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังถูกความมืดค่อยๆ กลืนกิน นักท่องเที่ยวมากมายพาครอบครัวหรือคนรักมายังหาด ต่างก็เพลิดเพลินกับช่วงเวลาส่วนตัวของตน จึงสามารถปล่อยกายสบายใจ ด้วยความรู้สึกไม่ใกล้ไม่ไกลพอดิบพอดี

DAY 2: มุ่งสู่ Great Barrier Reef แห่งญี่ปุ่นและปิรามิดพิศวง

ข้ามสะพานอิเคมะสู่เกาะอิเคมะ ทันทีที่ข้ามสะพานไปก็จะพบกับร้านค้าของทางจุดชมวิวตั้งอยู่ ขอลองแวะดูเสียหน่อย หลังจากซึมซับบรรยากาศอันสงบซึ่งรายล้อมด้วยทะเล ก็ขับรถรอบเกาะหนึ่งรอบ ตามถนนเลียบชายหาดมีจุดให้เล่นน้ำทะเลอยู่ หากมีเวลาเหลือเฟือ การแวะจอดว่ายน้ำสักยกก็เป็นความคิดที่ดี

ยาบิจิซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “Great Barrier Reef แห่งญี่ปุ่น” สามารถเดินทางไปจากเกาะอิเคมะได้เร็วที่สุด ที่นี่เป็นแนวประการังที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ประกอบด้วยแนวปะการังรูปวงแหวนที่มีขนาดเล็กใหญ่มากกว่า 100 จุด ด้วยความยาวโดยรอบประมาณ 25 กิโลเมตร มีชื่อเสียงมากในฐานะที่เป็นจุดสน็อกเคลลิ่งและจุดดำน้ำลึกขึ้นชื่อ ซึ่งมีโอกาสที่จะได้เห็นฝูงปลาเขตร้อนนับไม่ถ้วนที่อยู่รวมกันเป็นฝูงตามแนวปะการังหลากหลายชนิด AQUABASE มีโปรแกรมทัวร์ที่เดินทางไปสู่ยาบิจิอยู่มากมาย โดยในครั้งนี้เราได้เลือกทัวร์สน็อกเคลลิ่งที่ทุกคนในครอบครัวตั้งแต่อายุ 6 ปี ก็สามารถเข้าร่วมและสนุกสนานได้

หลังจากนั่งเรือออกไปไม่ถึง 30 นาที ก็ถึงจุดสน็อกเคลลิ่ง เมื่อลงจากเรือ ดำดิ่งสู่ทะเลทอดสายตาลงไปยังใต้ผิวน้ำ ก็พบกับภูเขาแนวปะการังเป็นโต๊ะวางซ้อนกันไม่รู้จบอยู่ตรงนั้น! ปลาเขตร้อนและเต่าทะเลหลากหลายขนาดและชนิดสีสันสดใสกำลังแหวกว่าย สัมผัสได้เลยว่ากิจกรรมของสิ่งมีชีวิตอันหลากชนิดเช่นนี้ ได้แผ่ขยายออกไปภายใต้ทะเลมิยาโกะบลู ขณะทำตามไกด์บอกเพื่อไม่ให้แนวปะการังอันแสนล้ำค่าถูกทำลาย ก็สนุกสานไปกับสน็อกเคลลิ่ง เป็นทัวร์ 3 ชั่วโมง ที่จะพาวนเวียนไปยังจุดสองจุดที่เรียกได้ว่าหากโชคดีก็อาจจะได้เจอกระเบนยักษ์และโลมา กระนั้นก็รู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเพียงแป๊บเดียวเท่านั้น แต่ประสบการณ์สรวงสวรรค์ใต้น้ำก็เป็นอะไรที่มิอาจลืมเลือนได้เลย

หลังจากเพลิดเพลินกับสีสันของทะเลแล้ว ก็มาเชยชมสีสันของเนินเขาบ้าง ที่ Utopia Farm Miyakojima มีคอร์สเยี่ยมชมสวนต่าง ๆ อาทิ สวนดอกชบา สวนเฟื่องฟ้า สวนผลไม้ เป็นต้น สามารถชมผลไม้แดนใต้ที่ออกผลเต็มต้นตามฤดูกาลและดอกไม้ที่บานสะพรั่งละลานตาได้อย่างใกล้ชิด หลังจากอิ่มสายตาด้วยสีสันของวิวผลไม้และดอกไม้แล้ว ก็ถึงเวลาของหวานที่คาเฟ่ในฟาร์ม ของหวานที่ดื่มด่ำท่ามกลางมวลดอกไม้และอบอวลด้วยกลิ่นหอมนั้นช่างเป็นอะไรที่แสนจะพิเศษ อิ่มหนำสำราญเต็มที่เพราะมีเมนูที่เพลิดเพลินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งของหวานที่ใช้ผลไม้สดใหม่ที่เก็บเกี่ยวจากในสวนอย่างเต็มปากเต็มคำ และผลไม้แดนใต้ที่เก็บตามฤดูกาล

ที่ต่อมาคือสวนเกษตรกรรมที่ใช้ความพยายามในการทำเกษตรแบบครบวงจรโดยการเลี้ยงแพะผสมกับการปลูกว่านหางจระเข้ รวมถึงยังสร้างออกมาในรูปแบบผลิตเองและใช้เองในท้องถิ่น แลนด์มาร์คของที่นี่คือบล็อคสีสดใสที่เรียงซ้อนกันเป็นรูปปิรามิด ที่ปิรามิดแห่งนี้มีแพะจำนวนมากมาพักผ่อนและเล่นกัน จึงมีชื่อเล่นว่า “ปิรามิดแพะ” รอบๆ ปิรามิดแพะมีว่านหางจระเข้ที่ถูกปลูกอยู่แบบออแกนิคโดยใช้มูลแพะเป็นปุ๋ย เพราะว่าแพะไม่กินว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้จึงเติบโตได้อย่างเต็มที่ ใบสดก็ถูกนำไปทำน้ำว่านหางจระเข้ขาย ทางสวนบอกว่ากำลังวางแผนที่จะทำโซน Aloe vera shower mist รอบๆ สวนเพื่อช่วยรักษาผิวไหม้แดดให้ผู้ที่มาเยือนในอนาคต นอกจากนี้ยังผลิตชีสท้องถิ่นของเกาะมิยาโกะจากนมของแพะที่เลี้ยงไว้ในสวน และกำลังดำเนินการขยายกิจการเพื่อช่วยให้เกิดความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานของเกาะมิยาโกะ สัมผัสได้เลยว่าการพัฒนาขนาดเล็กภายในท้องถิ่นเช่นนี้แหละที่ทำให้เกาะมิยาโกะเป็นเกาะที่มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น และจะกลายเป็นการเคลื่อนไหวที่ทำให้เกาะมีความคึกคักขึ้นในอนาคต

จบไปหนึ่งวัน หากดินฟ้าอากาศเป็นใจ ก็ขอแนะนำให้มาดูดาวในตอนกลางคืนที่ชายหาด กลับมายังทะเลมิยาโกะบลูที่ได้ไปเยือนเมื่อตอนกลางวันอีกครั้ง เงี่ยหูสดับฟังเสียงคลื่น แล้วเงยหน้ามองความระยิบระยับของดาวที่แผ่กระจายเหนือทะเลในค่ำคืนอันมืดมิด กลายเป็นความทรงจำสุดพิเศษผ่านการรู้จักโฉมหน้าที่หลากหลายของท้องทะเล เพียงเอนกายเล็กน้อย นอนนับดาวตก มองเห็นทางช้างเผือกชัดเจนด้วยตาเปล่าตามแต่ฤดูกาลจะเป็นใจ เพียงเท่านี้ก็สามารถเพลิดเพลินกับคืนดาวทอแสงเต็มฟ้าได้

DAY 3: ตะลอนรอบเกาะด้วยจักรยาน ชมวิวทะเลสีสดใสให้เต็มอิ่ม

เมื่อข้ามสะพานอิราบุเข้าสู่เกาะอิราบุ ขอแนะนำให้เช่ารถจักรยานจากสะพานไปถึงมิยาโกะบลูเพื่อจะได้สนุกกันยาวนานยิ่งขึ้น สะพานแห่งนี้เป็นสะพานที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่นด้วยความยาว 3,450 เมตร สามารถข้ามได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หากทอดสายตามองทะเลจากบนสะพานจะเข้าใจถึงสีฟ้าที่มีเฉดสีที่แตกต่าง ทั้งสีฟ้าอมเขียวในสีฟ้าของทะเล และสีฟ้าเข้มลึกที่เรียกกันว่าโคบอลต์บลู เป็นต้น ความสดชื่นแจ่มใสจากการถูกโอบกอดด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม พร้อมกับขี่จักรยานรับลม ไม่มีอะไรจะฟินเท่านี้อีกแล้ว

เมื่อข้ามไปยังเกาะอิราบุ ก็จะได้พบกับหุ่นรูปร่างน่าฉงนสนเท่ห์ที่ดูคล้ายตำรวจ และในระหว่างที่ท่องไปทั่วเกาะมิยาโกะ ก็อาจจะสังเกตเห็นหุ่นลักษณะเดียวกันนี้อยู่หลายครั้ง หุ่นนี้คือ “มิยาโกะจิมะ มาโมรุคุง” เป็นสัญลักษณ์ของการสัญจรที่ปลอดภัย ถูกติดตั้งในสถานที่ต่างๆ ภายในเมืองของเกาะมิยาโกะ การได้อวดว่าบังเอิญเจอกับมาโมรุคุงกี่คนในการเดินทางของคุณอาจจะเป็นอีกหนึ่งความทรงจำในการท่องเที่ยวก็เป็นได้

เอาล่ะ ถ้าถึงเกาะอิราบุแล้ววิ่งต่อไปทางตะวันตก ก็จะถึงเกาะชิโมจิซึ่งมีสนามบินมิยาโกะชิโมจิ สนามบินนานาชาติที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2019 ซึ่งคับคั่งด้วยร้านอาหารและร้านของที่ระลึก บนเกาะชิโมจิมีบึงโทริอิเคะซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานธรรมชาติของญี่ปุ่นและมีจุดชมวิวที่สวยติดระดับประเทศ บริเวณใกล้ทะเล มีบึงน้ำเรียงกันอยู่ 2 บึง ซึ่งบางครั้งจะมองเห็นเป็นสีโคบอลต์บลูบ้าง สีใสบ้าง หรือสีดำสนิทบ้าง ตามแต่แสงอาทิตย์ที่สาดส่องมา ทำให้เกิดบรรยากาศลึกลับ ทั้งสองบึงจะเชื่อมกับทะเลด้วยถ้ำที่อยู่ก้นทะเล กระบวนการเกิดรูปร่างแบบนั้นขึ้นมาเป็นเรื่องน่าสนใจในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างมาก จึงทำให้บึงแห่งนี้มีคุณค่าสูง ถึงจะมีชื่อเสียงว่าเป็นบลูโฮลแห่งโอกินาว่า แต่เพราะเข้าถึงยากและอันตราย นักประดาน้ำจึงไม่ค่อยมาดำน้ำที่นี่กันสักเท่าไหร่ เป็นสถานที่ที่รู้สึกได้เลยว่า ความน่ากลัวก็เป็นส่วนประกอบหนึ่งของความงดงามเช่นกัน

เมื่อเดินทางต่อไปยังบริเวณตอนเหนือทางซ้ายมือของโทริอิเคะ ก็จะถึงด้านข้างของสนามบินชิโมจิ ที่นี่มีทะเลน้ำตื้นที่เรียกว่า 17END มีผู้คนไม่ขาดสายมาชื่นชมทะเลสีเขียวมรกตพร้อมกับดูเครื่องบินแล่นขึ้นลง จากการพัฒนาเกาะ แม้จะมีผู้คนแนะนำแหล่งชมทัศนียภาพใหม่ๆ ของเกาะมิยาโกะแบบปากต่อปาก แต่เราก็ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นที่หนึ่งและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อรอการมาค้นพบมนต์เสน่ห์ของเกาะมิยาโกะและการมาเยือนอีกครั้งของทุกท่านครับ

โพสต์เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ.2020
โดย สตีฟ จาร์วิส
สตีฟ จาร์วิสเดินทางและใช้ชีวิตอาศัยในที่ต่าง ๆ ของญี่ปุ่นเป็นเวลานานหลายปี โดยไม่นานมานี้ก็เพิ่งย้ายมาอาศัยในโอกินาว่า

Useful links

Skywave *ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น

Rakuen no Kajitsu café & restaurant *ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น

Aqua Base *ภาษาอังกฤษ

Utopia Farm Miaykojima *ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น

Shirou Nouen *ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น

Association of Miyakojima Sightseeing *ภาษาอังกฤษเท่านั้น

Related Contents
เขตมิยาโกะ
เขตมิยาโกะตั้งอยู่ห่างจากเกาะใหญ่โอกินาวะไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 300 กิโลเมตร ประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่ทั้งหมด 8 เกาะ เกาะมิยาโกะซึ่งเป็นพื้นที่ใหญ่ที่สุด อยู่ในส่วนตรงกลางใกล้กับเกาะอิราบุ และเกาะอิเคมะ สะพานยาวข้ามมหาสมุทรและแนวปะ...

CATEGORY

RELATED CONTENTS