Tradition

Cuisine

เดินเที่ยวเขตชูริที่ซึ่งปัจจุบันและอดีตตัดกัน

เมื่อประมาณ 600 ปีก่อน กำเนิดอาณาจักรริวกิวที่ถูกรวมให้เป็นหนึ่งโดยกษัตริย์บนเกาะที่ชื่อว่า “โอกินาว่า” ตั้งอยู่ที่ทิศใต้ของญี่ปุ่นและทิศตะวันออกของจักรวรรดิต้าหมิง (ประเทศจีนในปัจจุบัน)

ถึงจะเป็นเพียงอาณาจักรเล็ก ๆ แต่ก็ได้มีการติดต่อค้าขายกับหลาย ๆ ประเทศ อาทิ จักรวรรดิต้าหมิง, ญี่ปุ่น และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำเอาเทคโนโลยีทางทะเลและอารยธรรมของแต่ละประเทศมาพัฒนาและผลิดอกเป็นวัฒนธรรมใหม่ในแบบเฉพาะตัว และแน่นอนว่าเมืองนาฮะเป็นเมืองท่าที่มีชาวต่างชาติสัญจรไปมาจำนวนมาก และปราสาทที่ประทับของกษัตริย์ ในเขตชูริเป็นย่านนานาชาติที่รวบรวมเอาทั้งเชื้อชาติ, ภาษาและสีสันต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน

ปราสาทชูริซึ่งเป็นสถานที่ประทับของกษัตริย์อาณาจักรริวกิวถึง 450 ปี ถึงแม้ว่าพื้นที่บางส่วนของปราสาทชูริได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์กรยูเนสโกเมื่อปี 2000 ว่าเป็น “โบราณสถานกุสุคุและสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องของอาณาจักรริวกิว” ก็ตาม แต่เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2019 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ตัวปราสาทจนพังเสียหายไม่เหลือร่องรอย สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้คนจำนวนมากที่รู้จักปราสาทชูริไม่เพียงแค่ชาวจังหวัดโอกินาว่าเท่านั้น

แม้ว่าโอกินาว่าจะสูญเสียและฟื้นฟูหลายต่อหลายครั้งท่ามกลางประวัติศาสตร์อันยาวนาน แต่ในตอนนี้เราก็ได้เดินไปรอบๆ เขตชูริหัวเมืองเก่าไปพร้อมกับไกด์ เพื่อสำรวจปราสาทชูริที่เริ่มสร้างใหม่และวัฒนธรรมของโอกินาว่าที่ถือกำเนิดปราสาทชูริขึ้นมา

สัมผัสถึง "อดีต" กับ "ปัจจุบัน" ถนนสู่ปราสาทชูริ

วันนี้เราได้เข้าร่วมในทัวร์ท่องเที่ยวในปราสาทชูริและบริเวณโดยรอบภายใน 5 ชั่วโมง โดยคุณมาร์ช ยูคาริจากสมาคมไกด์นำเที่ยวแห่งโอกินาว่า (Okinawa Interpreter Guide Association:OIGA)

หลังจากมาถึงรถไฟฟ้าโมโนเรลสถานีรถไฟชูริแล้ว ก็จะพบกับคุณยูคาริที่ต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มแสนวิเศษ ในระหว่างการเดินเท้าจากสถานีรถไฟไปยังปราสาทชูริที่ใช้เวลาราว 20 นาทีนั้น นอกจากสภาพอากาศและการจราจรแล้ว เธอได้แนะนำสถานที่น่าสนใจที่คุณอาจมองข้ามจากมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นอาคารทันสมัยที่พบเห็นได้ตลอดทางที่ใช้ “กระเบื้องแดงอาคากาวาระ” อันเป็นสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของโอกินาว่า “อากะงะวาระ” หรือ เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่สามารถซื้อเครื่องดื่มร้อนและเย็นได้ที่ตู้เดียวกันที่ดูแปลกใหม่สำหรับต่างประเทศ เป็นต้น

เมื่อเลี้ยวซ้ายผ่านร้านจำหน่ายสบู่ “SuiSavon” สาขาใหญ่แล้ว ก็เปลี่ยนจากบรรยากาศถนนยุคปัจจุบันเป็นถนนอันเงียบสงบในทันที และเมื่อเดินผ่านอาคารเรียนของมหาวิทยาลัย Okinawa Prefectural University of Arts เข้าสู่บรรยากาศสีเขียวพื้นที่จำกัดการใช้รถส่วนบุคคล

ในช่วงเช้าวันสุดสัปดาห์จะยังไม่มีคนพลุกพล่านมากนัก ท่ามกลางแสงอาทิตย์ลอดผ่านแมกไม้อันเขียวชอุ่ม สัมผัสบรรยากาศอันบริสุทธิ์และสดชื่น ไม่ไกลนักทางด้านซ้ายมือคือซากวัดเอ็งคะคุจิถูกสร้างในปี 1490 และถูกทำลายจากเหตุการณ์ยุทธการที่โอกินาว่า และประตูวัดใหญ่อันน่าเกรงขามได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ในปี 1968 นั่นเอง โดยคุณยูคาริยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับต้นกำเนิดของความศรัทธาในศาสนาริวกิวและการเต้นเอย์ซาว่า “ถึงแม้ว่าราชวงศ์และชนชั้นสูงในเขตชูริส่วนใหญ่จะศรัทธาในศาสนาพุทธอันศาสนาประจำอาณาจักรก็ตาม แต่ไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในหมู่ชาวบ้านที่บูชาบรรพบุรุษเป็นเรื่องธรรมดา ทว่า ศิลปะแบบดั้งเดิมอย่างการเต้นเอย์ซา การเต้นระบำสวดระลึกพระพุทธคุณที่ได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนาที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน”

แวะนมัสการเทพธิดาผู้ปกปักคุ้มครองการเดินทางบนท้องทะเลให้ปลอดภัยใกล้ๆ บริเวณหน้าวัดเอ็งคะคุจิ โถงเบะไซเท็นโดที่ถูกสร้างเป็นเกาะกลางน้ำในบ่อน้ำเอ็งคังจิ ในโถงอาคารเบะไซเท็นโดที่อยู่ปลายสะพานเท็นเนียวบาชินั้น เป็นสถานที่ให้ความรู้สึกสงบ พบกับปลาคาร์ฟหลายตัวในบ่อน้ำ ยิ่งไปกว่านั้นคุณจะได้ผ่อนคลายจิตใจไปกับฝูงเป็ดเทศปีกสีขาวดำใบหน้าสีแดงที่แหวกว่ายเหนือผิวน้ำอย่างสบายใจ

หลังจากปล่อยตัวตามสบายไปกับบรรยากาศของโถงเบะไซเท็นโดแล้ว ก็ออกจากป่าที่เหมือนป่าทึบมุ่งหน้าเดินสู่ประตูใหญ่ชูเรอิมง จากบริเวณนี้จะพบเหล่านักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดราวกับว่าคุณเพิ่งตื่นจากจากฝันเลยทีเดียว

ปราสาทชูริ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์

เมื่อเดินลอดผ่านประตูชูเรอิมงไปเพียงเล็กน้อย จะพบกับมรดกโลก “ประตูหินโซโนะเฮียน อูตากี” ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายมือ โดยอูตากีคือที่สักการะทางศาสนาของโอกินาว่า เพราะเป็น “ประตู” จึงได้สงสัยว่าอีกฝั่งของประตูมีอะไรกันแน่นะ “ซึ่งอูตากีเป็นที่สักการะตามความความเชื่อทั่วไป เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มี 『ร่างกายของพระเจ้า』 แต่เต็มเปี่ยมไปด้วย 『จิตของพระเจ้า』 และที่ฝั่งตรงข้ามของประตูนั้น ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองเห็นได้ด้วยตาประทับอยู่แต่อย่างใด” ประตูหินนี้คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มเปี่ยมด้วย “จิต” ของพระเจ้านั่นเอง

จากตรงนี้เราก็มุ่งหน้าเข้าสู่ภายในปราสาทชูริ โดยคุณยูคาริได้ให้เอกสารที่ทำด้วยตนเองอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายว่าชาวริวกิวนั้นเก็บบันทึกไว้ได้อย่างไรผ่านตัวอักษรที่อยู่ในมือนี้ โดยในเอกสารจะอัดแน่นไปด้วยข้อมูลที่หาอ่านไม่ได้ตามป้ายแนะนำสถานที่หรือหนังสือนำเที่ยว ที่สามารถเห็นการใช้ชีวิตและค่านิยมของผู้คนในสมัยนั้น ทำให้มีความสนใจเกี่ยวกับริวกิวมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้คุณยังจะได้ชมภาพเปรียบเทียบความแตกต่างของสถาปัตยกรรมปราสาทในหนังสือเอกสารและแท็บเล็ต ระหว่างปราสาทของของประเทศจีน, ญี่ปุ่น และยุโรปกับกุสุคุ (ปราสาท) ของริวกิว ในยุคที่ก้อนหินถูกนำมาสร้างเป็นกำแพงปราสาท พร้อมอธิบายว่า “โดยทั่วไปของปราสาทแบบญี่ปุ่นและยุโรปจะถูกสร้างให้เป็นที่พำนักของราชา และเป็นสถานที่ดำเนินกิจกรรมของรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีการสร้างป้อมปราการเพื่อป้องกันการโจมตีจากศัตรูด้วย ในขณะที่กุสึคุนอกจากจะสร้างเพื่อเป็นที่พำนักของราชาและเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลแล้ว ยังแตกต่างจากปราสาทอื่นเป็นอย่างมากเพราะเป็นสถานที่สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย” รู้สึกได้ถึงความประทับใจไปกับความงดงามของกำแพงปราสาทตรงหน้าที่สร้างด้วยหินปูนริวกิวขนาดเล็กผิวขรุขระที่มีรูปร่างสลับซับซ้อนถูกนำมาวางเรียงซ้อนกันอย่างเหมาะเจาะ

เมื่อเดินต่อไปอีก จะได้พบกับ ชีซ่า ผู้คุ้มครองป้องกันภัยที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี ประตูซุยเซ็นมงที่เดินลอดผ่านประตูต้อนรับพร้อมการต้อนรับจากชายผู้สวมเครื่องแต่งกายในสมัยยุคอาณาจักรริวกิว ด้วยความงดงามของบันได้โค้งที่ทอดยางไปยังกำแพงปราสาทและประตูที่ใช้เส้นโค้งจำนวนมากอันเป็นเอกลักษณ์ของริวกิว อีกทั้งยังจะได้เห็นทิวทัศน์อันงดงามระหว่างท้องฟ้าสีครามสดใสตัดกับป้อมปราการสีแดงที่ตั้งอยู่เหนือประตูหินอีกด้วย

ด้านขวาล่างของบันไดที่ประตูซุยเซ็นมงจะมีบ่อน้ำไหล ริวฮิ ที่ถูกนำมาจากประเทศจีนเมื่อปี ค.ศ. 1523 โดยศิลาจารึกที่ถูกสร้างอยู่ใกล้ ๆ นั้น ได้เขียนเนื้อหาชื่นชมความงามของน้ำพุโดยตัวแทนจากจักรพรรดิจีน คุณยูคาริยังได้อธิบายแบบติดตลกว่า “ศิลาจารึกนี้เหมือนการเขียนรีวิวโดยทริปแอดไวเซอร์ในปัจจุบัน” ทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดกับตัวแทนจากจักรพรรดิจีนและไม่ว่าจะยุคไหนมนุษย์ก็ยังคงทำสิ่งที่คล้ายคลึงกันไม่เปลี่ยนแปลง

ปราสาทแห่งดินแดนใต้ที่แต่งแต้มไปด้วยสีสัน

เมื่อเดินจากประตูซุยเซ็นมงมุงหน้ามาถึงประตูโรโคะคุมงแล้ว จะพบกับซากอาคารที่ถูกไฟไหม้ไปกว่าครึ่งปรากฏอยู่ ถึงแม้ว่าเราจะเคยได้ฟังข่าวและเห็นภาพของปราสาทชูริที่ถูกเพลิงไหม้มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่การได้เห็นด้วยตาตัวเองก็ยังทำให้รู้สึกเจ็บปวดหัวใจอยู่ดี

เมื่อเดินผ่านอาคารที่ถูกเพลิงไหม้ไปยังประตูโคฟุคุมงแล้ว ก็จะเข้าสู่ลานโล่งที่เรียกว่า ชิฉะนุ อุนา โอะนิวะ ในวันนี้ที่สวนอุนา โอะนิวะที่มีอาคารหลักของสำนักพระราชวังก็ยังคงปิดไม่ให้เข้าชมเช่นเคย และเดินผ่านด้านข้างของประตูโฮชินมงที่ตั้งอยู่ตรงทางเข้าของสวนเพื่อมุ่งหน้าสู่จุดชมวิวที่เรียกกันว่า “อิริ โนะ อะซะนะ”

ในระหว่างทาง เราจะต้องเดินขึ้นบันไดทางทอดยาวระหว่างกำแพงหินปูน เพื่อมองย้อนกลับวทางฝั่งสวน ซากอาคารที่ถูกไฟไหม้ล้อมรอบตัวอาคารหลักของสำนักพระราชวัง พร้อมทั้งภาพความโหดร้ายของซากอาคารจากทางทิศใต้และทางทิศเหนือที่ทำให้เราถึงกับพูดไม่ออก ที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ ๆ ในบริเวณจุดชมวิวต่างแสดงความรู้สึกผิดหวังและถอนหายไปตาม ๆ กัน

คุณยูคาริได้แสดงภาพของปราสาทชูริที่แต่งแต้มสีสันสดใสด้วยสีแดง, สีน้ำเงิน, สีเขียวและสีทองทั้งด้านในและนอก ที่ถูกถ่ายเก็บไว้ก่อนถูกเพลิงไหม้ให้ได้ชม พร้อมเล่าว่า “ช่างฝีมือต้องใช้ความยากลำบากอย่างมากในการทาสีแดงตัวอาคารหลักใหม่อีกครั้ง และปราสาทชูริจะเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมอันหลากหลายของริวกิว คุณสามารถมาสัมผัสด้วยตัวเองได้ที่สวนแห่งนี้” หลังจากได้ชมสวนและสีสันสดใสของตัวอาคารหลักแล้ว อาจทำให้คุณนึกถึงภาพของพระราชวังต้องห้ามในประเทศจีนขึ้นมา แต่ที่ด้านหน้าของตัวอาคารหลักนั้นจะมีการตกแต่งหน้าจั่วหลังคาแบบความโค้งมนตามสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น กลายเป็นสไตล์เฉพาะตัวในแบบของริวกิวที่หลอมรวมมาจากหลากหลายวัฒนธรรมนั่นเอง และการที่มีไกด์คอยแนะนำระหว่างชมผังรูปภาพเช่นนี้ ยิ่งทำให้สัมผัสได้ว่าอาคารหลักของปราสาทชูริแท้จริงแล้วนั้นงดงามมากเพียงใด

ทิวทัศน์ของชูริและนาฮะที่ทอดยาวอยู่ด้านล่างของจุดชมวิวอิริ โนะ อะซะนะ ทั้งภาพกลุ่มเมฆที่ลอยผ่านฟ้ากว้างและหมู่เกาะเคระมะที่อยู่เหนือเส้นขอบฟ้า คงเป็นภาพทิวทัศน์แบบเดียวกับที่เหล่าจักรพรรดิริวกิวได้เห็น และทิวทัศน์แห่งนี้ยังทำให้เราจินตนาการภาพถึงกลุ่มเรือสินค้าจากหลายประเทศสัญจรไปมาที่ท่าเรือนาฮะ ในยุคแห่งการติดต่อค้าขายที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในศตวรรษที่ 15 ได้อีกด้วย

ที่นี่ก็คืออีกหนึ่งสถานที่ ที่ทำให้เราได้สัมผัสกับสุดยอดประวัติศาสตร์ตลอดกาลที่อัดแน่นไปด้วยไฮไลท์เหนือกว่าที่จินตนาการเอาไว้ ผ่านเวลาข้ามวันข้ามเดือนมากว่า 30 ปี กับการฟื้นฟูปราสาทชูริและอาคารหลักที่เคยถูกเพลิงไหม้เผาทำลายจนบัดนี้ ทำให้เราได้รู้จักริวกิวมากขึ้น จากทิวทัศน์อันงดงามของกำแพงปราสาทและอาคารรอบ ๆ ตัวปราสาทเปรียบดั่งสายลมที่พัดผ้าม่านให้พริ้วไหวงดงาม

เมื่อฟองชาลอยปุด ๆ ความสุขก็จะเข้ามาหา!

อุตส่าห์มาถึงชูริทั้งที ก็อยากจะแวะพักหลังจากเดินกันมาจนเหนื่อยที่ร้านอาหารและร้านคาเฟ่รอบ ๆ ปราสาทชูริกันบ้าง และร้านที่คุณยูคาริพาเราไปในวันนี้ก็คือ ร้านที่มีชื่อว่า “คารีซังฟัง” ร้านที่คุณจะได้เพลิดเพลินไปกับ “ชาบุคุบุคุฉะ” ของโอกินาว่านั่นเอง ร้านตั้งอยู่ใกล้ๆ ประตูชูเรอิมงโดยเดินทางเพียง 5 นาที บุคุบุคุฉะ คือวัฒนธรรมการดื่มชาอบ่างเพลิดเพลินแบบชาวบ้านสมัยโบราณจากในแต่ละพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในปัจจุบันเป็นประเพณีที่หาพบได้น้อยในบางพื้นที่เท่านั้น

นำเมล็ดข้าวคั่วกับน้ำเปล่ามาใส่ในถ้วยขนาดใหญ่ที่เรียกว่า คิโบะจิ ใส่ชาเขียวที่เก็บเกี่ยวจากทางเหนือของเกาะหลักโอกินาว่า ที่เรียกว่า ยัมบารูฉะ ผสมเข้าด้วยกันกับ ซัมปินฉะ (ชามะลิ) จากนั้นใช้ไม้ตีฟองชาความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ตีชาให้ฟองขึ้นในถ้วยชาคิโบะจิ ตักฟองชาที่ได้ใส่ในถ้วยหรือแก้วชาที่บรรจุน้ำชารสชาติที่คุณชื่นชอบ จากนั้นก็ท็อปปิ้งด้วยผงถั่วลิสงก็เป็นอันเสร็จสิ้นการชง ชาบุคุบุคุฉะ น้ำกระด้างที่ถูกนำมาตีฟองนั้นเป็นน้ำผุดจากเขตคิคุโนะฮานะ เมืองนันโจะ โดยน้ำที่ถูกตีฟองนั้นสามารถอยู่ได้นานถึง 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถทดลองตีฟองชาได้ด้วยตัวเอง เมื่อเริ่มตีฟองคุณก็จะได้กลิ่นหอมลอยขึ้นมา ถึงแม้ว่า ชาบุคุบุคุฉะ จะไม่ได้มีวิธีการเข้มงวดเฉกเช่นเดียวกับพิธีชงชาแบบญี่ปุ่น แต่เต็มเปี่ยมด้วยเสน่ห์ที่ไม่ว่าใครๆ ก็สนุกและเข้าถึงได้ง่าย

เมนูที่สั่งในวันนี้คือ ซัมปินฉะ อุ่นๆ และ เก็ตโตฉะ เย็น พร้อมฟองชานุ่มๆ ราวกับสายไหม ทานฟองชาคู่กับท็อปปิ้งถั่วลิสงใส่น้ำตาลดำอ้อย หรือจะทดลองเล่นอะไรสนุก ๆ อย่างการจิบชาจากช่องว่างระหว่างฟองก็สนุกเช่นกัน

เมนูบุคุบุคุฉะที่ร้านคารีซังฟัง จะเสิร์ฟพร้อมกับขนมจินสุโคแบบโฮมเมด หรือขนมเครปโอกินาว่าจินบิน หรือตกแต่งด้วยเยลลี่ชีกว่าซ่ากับผลไม้ประจำฤดูกาล ให้คุณได้ใช้เวลาเพลิดเพลินไปกับการดื่มชาโอกินาว่าพร้อมกับขนมหวาน บุคุบุคุฉะ ที่เขียนด้วยอักษรคันจิอ่านว่า “ฟุคุฟุคุฉะ” แปลว่า น้ำชาเรียกโชคดี เป็นชาที่มักดื่มเพื่อขอพรด้านการเดินทางและการเดินเรือให้ปลอดภัยจนถึงยุคก่อนสงคราม จึงไม่ควรพลาดที่จะมาดื่มชาเพื่อเก็บความทรงจำดี ๆ และขอพรให้คุณท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัย

ร้านเต้าหู้ที่รวมเอาความดั้งเดิมและความโมเดิร์นเข้าไว้ด้วยกัน

หนึ่งในร้านที่คุณยูคาริแนะนำสำหรับคนที่อยากจะรับประทานอาหารอร่อย ๆ ก็คือ “ร้านเต้าหู้ Beans” ที่โอกินาว่ามีเต้าหู้รสเข้มข้ม เค็มเล็กน้อย เนื้อแข็งหน่อยๆ ที่เรียกว่า “ชิมะโดฟุ” โดยเต้าหู้ชิมะโดฟุมีวิธีการผลิตที่แตกต่างจากเต้าหู้ญี่ปุ่นทั่วไป ซึ่งจะอุดมไปด้วยโปรตีน

ร้านเต้าหู้ Beans ตั้งอยู่บริเวณเลียบถนนริวตันในเขตชูริ เป็นร้านอาหารเต้าหูที่รวมเอาความดั้งเดิมเข้ากับความโมเดิร์นได้เป็นอย่างดี เราจะได้ลิ้มรสชาติเมนูที่ใช้ “ยูชิโทฟุ” เต้าหู้โฮมเมดที่ทางร้านทำในทุกเช้า เต้าหู้ยูชิโทฟุคือเมนูอาหารประจำบ้านของชาวโอกินาว่า ได้มาจากการนำเต้าหู้เนื้อนิ่มออกจากแม่พิมพ์ก่อนที่เต้าหู้จะกลายเป็นเนื้อแข็ง ที่ร้านแห่งนี้ นอกจากจะได้รับประทานเต้าหู้ยูชิโทฟุสดๆ แล้ว ยังมีเมนูอาหารอีก เช่น “มาโบยูชิโทฟุ” เมนูเต้าหู้ผัดเสฉวนรสเผ็ด, เมนูแนะนำจากคุณยูคาริ “เต้าหู้ยูชิโทฟุกับมะเขือเทศและชีส” “เต้าหู้ยูชิ โทฟุทะเลกับมะเขือเทศ” เมนูที่รวมรสชาติของปลาทะเลเข้าไว้ด้วยกัน และ “ฮัปโปโทฟุ” เมนูผักรวม เป็นต้น สามารถเพลินเพลิดไปกับทุกเมนูในราคาไม่แพง โดยเมนูอาหารจานเดียวเริ่มต้นที่ 500 – 700 เยน, เมนูอาหารชุดเริ่มต้นที่ 600-850 เยน

ภายในร้าน Beans มีขนาดเล็กที่ให้บรรยากาศสบาย ๆ เมนูอาหารที่ถูกนำมาเสิร์ฟนั้น เป็นเมนูเต้าหู้ยูชิร้อน ๆ จนมองเห็นควันลอย เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยและเมนูอาหารเรียกน้ำย่อยสีสันสดใส 5 เมนู สำหรับเมนูเต้าหู้ยูชิโทฟุทะเลกับมะเขือเทศ ถึงจะมีการลดประมาณความเค็มลงไปบ้าง แต่ยังคงความเข้มข้นของน้ำซุปปลาที่เข้ากันได้ดีกับน้ำซุปมะเขือเทศและรสสัมผัสนุ่ม ๆ ของเต้าหูยูชิ และเชื่อว่าแม้แต่คนที่ไม่ชอบทานเต้าหู้ก็จะต้องพึงพอใจกับรสชาติอาหารในมื้อนี้แน่นอน เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรพลาดที่จะแวะมาทานเมนูเต้าหู้ยูชิโทฟุที่ร้าน Beans แห่งนี้

สำหรับทัวร์ในวันนี้เราได้เพลิดเพลินเต็มอิ่มกับการเที่ยวในปราสาทชูริและวัฒนธรรมอาหารของโอกินาว่า ถึงจะแค่เพียง 5 ชั่วโมงเท่านั้น แต่บริเวณรอบ ๆ ปราสาทชูริยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจอย่าง โรงกลั่นเหล้าอาวาโมริ, โรงงานย้อมผ้าบิงกาตะที่เราสามารถไปทดลองย้อมสีผ้าเองได้, แหล่งมรดกโลกสุสานทามาอุดุน ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเดินเล่นที่ถนนปูหินคินโจมาจิ ถนนที่ยังคงหลงเหลือมาจากยุคอาณาจักรริวกิว หรือจะนั่งสบายๆ ที่ร้านคาเฟ่ในบริเวณใกล้เคียงหรือจะไปรับพลังจากต้นอาคากิยักษ์ที่อายุราว 300 ปีที่ย่านคินโจ เพื่อใช้เวลาพักผ่อนกับบรรยากาศที่หาได้แค่ที่นี่เท่านั้น

ปราสาทชูรินั้นเคยถูกเพลิงไหม้เผาทำลายในอดีตมาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้งก็จะฟื้นกลับคืนดั่งเช่นนกฟินิกซ์ที่เกิดใหม่จากกองเถ้าถ่าน ถึงแม้ว่าจะมีผู้คนโศกเศร้ากับเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่ปราสาทชูริอยู่ก็ตาม แต่นี่อาจเป็นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้ภูมิปัญญาจากการฟื้นฟูครั้งก่อนและนำเทคนิคของบรรพบุรุษมาสืบทอดสู่คนรุ่นหลัง การที่มีคนจำนวนมากมาท่องเที่ยวที่เขตชูริ การที่พวกเขาได้เห็นกระบวนการการฟื้นฟูทางประวัติศาสตร์กับตาของตัวเองนั้น นี่อาจเป็นการฟื้นฟูปราสาทชูริเพื่ออุทิศแด่คนรุ่นหลังครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้

สำหรับการนำเที่ยวของไกด์จาก OIGA (โออิกะ) ในครั้งนี้ในเขตชูริที่สามารถเพลิดเพลินสามารถมาเที่ยวคนเดียวสบายๆ หรือจะมากับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวก็เพลินได้นั้น ทาง OIGA มีไกด์แปลภาษาอังกฤษ, ภาษาจีนและภาษาเกาหลีที่ได้ลงทะเบียนเพื่อคอยรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะแวะเวียนมาโอกินาว่า สำหรับคนที่อยากจะรู้จักกับวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เขตชูริให้มากยิ่งขึ้น เรามีบริการแนะนำไกด์นำเที่ยวที่จะทำตามความต้องการของลูกค้า โดยรับปรึกษาคอร์สเที่ยวสบายๆ ใน 1 วันหรือการจัดการรับ-ส่งนักท่องเที่ยว ฯลฯ สำหรับท่านที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ OIGA

ลิ้งก์เว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์

สมาคมไกด์นำเที่ยวแห่งโอกินาว่า (Okinawa Interpreter Guide Association:OIGA)   ติดต่อสอบถามผ่าน อีเมล (สำนักงาน) ที่

สวนสาธารณะปราสาทชูริ

ร้านคารีซังฟัง สาขาเมืองเก่าชูริ   *ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น

ร้านเต้าหู้ Beans   *ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น

Related Contents
ตามรอยอาวาโมริตลอด 1 วันบนเส้นทางในชูริ
ชูริอันเป็นหัวเมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของโอกินาว่ามาอย่างยาวนาน สามารถไปเดินเที่ยวชมได้เพียงนั่งรถไฟฟ้าโมโนเรล (Yuirail) เท่านั้น เมื่อพูดถึงชูริแล้วล่ะก็ก็ต้องนึกถึงปราสาทชูริอันโด่งดัง แต่น่าเสียดายตัวปราสาทได้ถูก...
มาเยี่ยมชมถนนสึโบยะยาจิมุนโดริกันเถอะ
ไม่ว่าจะเป็นบนโต๊ะอาหาร หรือในระหว่างที่กำลังเดินอยู่บนถนนที่เรียงรายไปด้วยร้านขายของฝาก น่าจะมีหลายท่านที่หลงใหลไปกับความงามและทักษะฝีมือในเครื่องปั้นดินเผาดั้งเดิมของโอกินาว่า เครื่องปั้นดินเผาในภาษาโอกินาว่าเรียกว่า "ยาจิมุน" จ...
3 คอร์ส 3 ธีม ~ เที่ยวนาฮะ สนุกแบบกะทัดรัด
นาฮะ เมืองหลวงซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ราชการประจำจังหวัดอันรุ่งเรืองในฐานะเมืองที่ซึ่งเป็นหน้าด่านทางการค้ามาตั้งแต่ยุคสมัยราชอาณาจักรริวกิว มนตร์เสน่ห์ทั้งเก่าและใหม่ของโอกินาว่าอัดแน่นอยู่ในเมืองนี้ จึงสามารถสนุกกับการท่องเที่ยวแ...

CATEGORY