Tradition

Shopping

มาเยี่ยมชมถนนสึโบยะยาจิมุนโดริกันเถอะ

ไม่ว่าจะเป็นบนโต๊ะอาหาร หรือในระหว่างที่กำลังเดินอยู่บนถนนที่เรียงรายไปด้วยร้านขายของฝาก น่าจะมีหลายท่านที่หลงใหลไปกับความงามและทักษะฝีมือในเครื่องปั้นดินเผาดั้งเดิมของโอกินาว่า เครื่องปั้นดินเผาในภาษาโอกินาว่าเรียกว่า “ยาจิมุน” จาน ชาม และของตั้งโชว์ที่มีความสง่างามและมีฟังก์ชั่นการใช้งานได้ช่วยเพิ่มสีสันให้กับชีวิตประจำวัน เมื่อได้ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับยาจิมุนอีกสักหน่อย ก็จะมองเห็นโอกินาว่าและประวัติศาสตร์เหล่านั้นขึ้นมาในเวลาเดียวกัน ทำให้ได้รู้ว่าผู้คนให้ความสำคัญกับยาจิมุนในฐานะสิ่งของที่แสดงถึงความงาม ไม่ใช่เพียงแค่ในฐานะภาชนะเท่านั้น

ถ้าหากอยากรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และมนต์เสน่ห์ของงานหัตถกรรมดั้งเดิมของโอกินาว่าที่มีชื่อว่า “ยาจิมุน” คงไม่มากเกินไปที่อยากจะให้ลองมายังถนนสึโบยะยาจิมุนโดริในเมืองนาฮะครับ ถนนสึโบยะยาจิมุนโดริ ตั้งอยู่ในสถานที่ที่เดินไม่ไกลจากถนนโคคุไซโดริมากนัก เป็นถนนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันน่าดึงดูดเพราะทางเท้าที่ทำมาจากหินปูนริวกิว เมื่อได้ชมถนนและอาคารเก่าๆ ในย่านสึโบยะที่รอดพ้นจากเพลิงไหม้ซึ่งเกิดจากสงครามในช่วงสงครามโอกินาว่าได้อย่างน่าอัศจรรย์ ก็ให้ความรู้สึกราวกับได้ย้อนเวลากลับไปเลยทีเดียวครับ นอกจากบนถนนจะมีร้านเครื่องปั้นดินเผาที่มีอยู่หลากหลายสไตล์ตั้งแต่แบบดั้งเดิมไปจนถึงแบบสมัยใหม่แล้ว ก็ยังมีสถานที่ทำงานของช่างฝีมือที่มีสินค้าเซรามิกซึ่งไม่มีอะไรสามารถมาทดแทนกันได้ และบูติคคาเฟ่ที่จะได้เพลิดเพลินไปกับชาและกาแฟในแก้วยาจิมุนตั้งอยู่เรียงราย

ยาจิมุนที่เกิดจากการค้าขายและความสวยงาม

ถ้าหากต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความหลากหลายของยาจิมุน ก่อนอื่น ต้องมาที่ Naha Municipal Tsuboya Pottery Museum ที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของทางเข้าสู่ถนนยาจิมุนโดริ ประวัติความเป็นมาของเครื่องปั้นดินเผาในหมู่เกาะริวกิว สามารถย้อนกลับไปได้จนถึงเมื่อ 6,000 ปีก่อน แต่การปรากฎตัวของเครื่องปั้นดินเผานั้นจะอยู่ในช่วงประมาณราวศตวรรษที่ 12 หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เริ่มมีการนำเข้ามาจากจีนในช่วงยุคสมัยกุสุคุ ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะถูกรวมให้เป็นราชอาณาจักรริวกิว หลังจากนั้นเทคนิคการผลิตเครื่องปั้นดินเผาแบบต่างๆ รวมถึงจากเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้เข้ามาและเทคนิคการผลิตยาจิมุนของโอกินาว่าก็ได้พัฒนาขึ้นครับ

ในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 15 จนถึงศตวรรษที่ 16 ไหขนาดใหญ่ที่เอาไว้ใส่เหล้าอาวาโมริซึ่งเป็นสินค้าที่สำคัญในสมัยนั้นได้ถูกอบในเตาเผาที่กระจายตัวอยู่ภายในเกาะหลักโอกินาว่า เครื่องปั้นดินเผายาจิมุนเหล่านี้ถูกเผาแบบไม่ได้ผ่านการเคลือบโดยใช้ส่วนผสมระหว่างดินดำและดินเหนียวแดงที่ถูกค้นพบในบริเวณทางตอนใต้ของเกาะหลัก เรียกว่า “อะระยะจิ” แจกันและกระเบื้องหลังคาก็เป็นยาจิมุนประเภทนี้เช่นกัน มีลักษณะเฉพาะตรงที่มีสีแดงอันโดดเด่น ตัวชีซาที่มักจะเห็นอยู่ตามทางเข้าอาคารทั่วเกาะก็เป็นผลงานตัวอย่างเช่นกันครับ

ยาจิมุนมีอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “โจยะจิ” ยาจิมุนประเภทนี้เป็นเครื่องปั้นดินเผาสำหรับประดับตกแต่งที่มีการใช้น้ำยาเคลือบเงาราวกับแก้วที่กำลังถูกปกคลุมอยู่บนพื้นผิว มีดินเหนียวแดงและดินขาวที่ขุดมาจากทางตอนกลางและตอนเหนือของเกาะหลักเป็นวัตถุดิบ เทคนิคการใช้น้ำมันเคลือบเงาแต่เดิมมีต้นกำเนิดมาจากเกาหลี ในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ทางแคว้นซัตสึมะ (จังหวัดคาโงชิม่าในปัจจุบัน) ได้ทำการถ่ายทอดต่อในช่วงที่เข้าปกครองราชอาณาจักรริวกิว โดยช่างฝีมือได้ถูกส่งไปประจำที่จีนและญี่ปุ่น และนำเทคนิคการเคลือบเงาเครื่องปั้นดินเผากลับมาด้วย นำไปสู่การพัฒนาการผลิตและการปรับปรุงเทคนิค จนความงามของยาจิมุนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

สึโบยะ ศูนย์กลางของยาจิมุน

ทิวทัศน์ของย่านสึโบยะที่กลายเป็นศูนย์กลางของยาจิมุนเคยมีโศกนาฏกรรมปราสาทชูริถูกเผาทำลายเมื่อปี ค.ศ.1660 เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้กระเบื้องหลังคาขนาดใหญ่ในการสร้างปราสาทใหม่อีกครั้ง ในปี ค.ศ.1682 ทางราชอาณาจักรริวกิวจึงได้นำเตาเผาที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วอาณาจักรมาไว้ที่ย่านสึโบยะ การกลายมาเป็นศูนย์กลางการผลิตยาจิมุนจำเป็นต้องมีเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งย่านสึโบยะนั้นเข้ากับเงื่อนไขพอดี เนื่องจากอันดับแรกมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทชูริ นอกจากนี้ การจัดหาวัตถุดิบและการอยู่ใกล้ท่าเรือที่ทำการขนส่งผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปก็เป็นสิ่งสำคัญ และในพื้นที่เดียวกันนี้ยังตั้งอยู่บนตะกอนดินเหนียวที่เหมาะสม และมีความสูงจากพื้นดินที่เพียงพอต่อการสร้าง “โนโบริกะมะ” ที่ถูกใช้โดยทั่วไปเพื่ออบเครื่องปั้นดินเผา

การที่ย่านสึโบยะตั้งอยู่ไม่ไกลจากชูริ รวมถึงการศึกษาค้นคว้าเทคนิคและศิลปะของยาจิมุน ทำให้การผสมวัตถุดิบในท้องถิ่นและเทคนิคการนำเข้าที่เป็นไปได้ผ่านการติดต่อค้าขายกับที่ต่างๆ ได้เชื่อมโยงกับการเพิ่มเสน่ห์เฉพาะตัวของยาจิมุนในฐานะสินค้าหัตถกรรม ยาจิมุนกลายเป็นรูปแบบศิลปะของโอกินาว่าที่ถูกขัดเกลาแล้ว และถูกใช้เป็นสมบัติสำคัญในฐานะเครื่องบรรณาการให้แก่จีนและญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 เมื่อราชอาณาจักรริวกิวถูกทำลายและถูกผนวกรวมกับญี่ปุ่น ยุคทองของยาจิมุนในราชอาณาจักรริวกิวก็สิ้นสุดลงเช่นกัน และเหล่าช่างทำยาจิมุนในสึโบยะก็จำต้องแข่งขันการผลิตกับเครื่องปั้นดินเผานำเข้าทันทีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องยืนหยัดเพื่อนวัตกรรมทางเทคโนโลยีพัฒนายิ่งขึ้นไป

แม้ภายในเมืองใหญ่จะพังเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ที่ย่านสึโบยะซึ่งรอดพ้นจากความเสียหายอันใหญ่หลวง เหล่าช่างฝีมือก็ได้เร่งผลิตของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันของผู้คนทันที จนกลายเป็นสิ่งที่มีตัวตนอยู่ราวกับแสงสว่างแห่งความหวังและการฟื้นฟู เมืองนาฮะในช่วงระหว่างการฟื้นฟูหลังสงครามก็มีผู้คนมาอยู่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นย่านแออัด การใช้เตาเผาด้วยการเผาไม้และปล่อยควันออกมาจึงกลายเป็นเรื่องยาก ท่ามกลางยุคสมัยที่ผ่านไปเช่นนี้ จนกระทั่งช่วงประมาณปี ค.ศ.1970 เหล่าช่างฝีมือที่ต้องการผลิตยาจิมุนด้วยวิธีตามที่กล่าวไปก็ได้ย้ายเตาเผาไปอยู่ในย่านโยมิตันซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ ส่วนเหล่าช่างฝีมือที่ยังหลงเหลืออยู่ในย่านสึโบยะก็ได้เปลี่ยนมาใช้เตาเผาแก๊สหรือเตาเผาไฟฟ้าแทน และแต่ละคนก็ยังคงผลิตยาจิมุนต่อไป

ซูจิกวาก็เป็นมนต์เสน่ห์ของถนนเส้นนี้

ผมขอแนะนำให้ลองใช้บริการทัวร์ต่างๆ ที่มีแพลนไปยังถนนสึโบยะยาจิมุนโดริ แต่ก็สามารถสนุกไปกับถนนที่มีเสน่ห์แห่งนี้ได้โดยการถือแผ่นพับซึ่งสามารถไปรับได้ฟรีที่ Naha Municipal Tsuboya pottery Museum และ “เฟนุคามะ” ที่อยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ จะมีโนโบริกามะของแท้สำหรับผลิตอะระยะจิซึ่งควรค่าแก่การชมมาก นอกจากนี้ เมื่อเดินไปตามถนนก็จะพบกับบ่อน้ำ สถานที่สักการะ อะกะรินุคามะที่ผลิตโจยะจิ และอาคารที่เกี่ยวข้องทางประวัติศาสตร์ ส่วนบริเวณรอบๆ ถนนก็จะมีช่างปั้นมาจัดร้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่ทำเวิร์คช็อปที่สามารถมาชมการทำงานของเหล่าช่างปั้นได้ด้วย ท่านสามารถพบยาจิมุนแบบต่างๆ ตั้งแต่ของที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานจนถึงผลงานที่แสดงถึงความประณีตโดยได้นำเทคนิคใหม่ล่าสุดมาใช้ สตูดิโอหลายแห่งบนถนนได้มีการจัดคลาสสอนทำยาจิมุนสำหรับมือใหม่ซึ่งสามารถผลิตของใช้ภายในบ้านและของตั้งโชว์ได้

ไม่เพียงแค่ถนนยาจิมุนโดริเท่านั้น ผมขอแนะนำให้ลองมาเดินชมเมืองที่มีบรรยากาศของบ้านเรือนตั้งอยู่เรียงรายโดยเข้าไปตามทางเดินแคบๆ ที่อยู่ตามฝั่งซ้ายขวาของถนน เรียกว่า “ซูจิกวา” ช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างเงียบสงบ บริเวณรอบๆ ถนนสึโบยะยาจิมุนโดริที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ความงามเป็นพื้นที่แนะนำสำหรับผู้ที่อยากลองเพลิดเพลินไปกับอีกด้านหนึ่งในเชิงศิลปะของโอกินาว่า การได้เดินไปรอบๆ แล้วชมความหลากหลายของยาจิมุนตามร้านค้าและสตูดิโอไม่เพียงแค่ได้เพลิดเพลินทางสายตาเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการเลือกซื้อของฝากเพื่อเป็นสินค้าแห่งความทรงจำอันพิเศษให้กับตนเองและคนพิเศษด้วยครับ

โพสต์เมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ.2020
โดย สตีฟ จาร์วิส

สตีฟ จาร์วิสเดินทางและใช้ชีวิตอาศัยในที่ต่าง ๆ ของญี่ปุ่นเป็นเวลานานหลายปี โดยไม่นานมานี้ก็เพิ่งย้ายมาอาศัยในโอกินาว่า

ประสบการณ์ยาจิมุน

TSUBOYA POTTERY YACHIMUN DOJO *ภาษาอังกฤษ

 

ลิ้งก์เว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์

Tsuboya Yachimun Street *ภาษาอังกฤษ

Naha Municipal Tsuboya Pottery Museum *ภาษาอังกฤษ

Related Contents
วัฒนธรรม
โอกินะวะเปิดรับความรู้และทักษะที่ได้จากการค้าขายและการแลกเปลี่ยนกับญี่ปุ่นและจีน ...
ตามรอยอาวาโมริตลอด 1 วันบนเส้นทางในชูริ
ชูริอันเป็นหัวเมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของโอกินาว่ามาอย่างยาวนาน สามารถไปเดินเที่ยวชมได้เพียงนั่งรถไฟฟ้าโมโนเรล (Yuirail) เท่านั้น เมื่อพูดถึงชูริแล้วล่ะก็ก็ต้องนึกถึงปราสาทชูริอันโด่งดัง แต่น่าเสียดายตัวปราสาทได้ถูก...

CATEGORY