VISIT OKINAWA JAPAN Official Okinawa Travel Guide

ภาคใต้(Southern Okinawa)

สัมผัสประสบการณ์ธรรมชาติแบบโอกินาว่าไปกับโปรแกรมท่องเที่ยวโอกินาว่าตอนใต้

มีตำนานเกี่ยวกับต้นกำเนิดของอาณาจักรริวกิวหลายตำนานในพื้นที่ตอนใต้ โดยยังคงมีธรรมชาติที่เป็นฉากแห่งเรื่องราวตำนานดังกล่าวยังคงหลงเหลืออยู่ มาร่วมตามรอยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในทริปนี้ไปด้วยกัน
ทริปท่องเที่ยวทางตอนใต้จะเริ่มต้นจากวิวพาโนรามาขนาดใหญ่ เมื่อจบทริปท่องเที่ยวครั้งนี้แล้ว ทั้งร่างกายและจิตใจของคุณจะได้รับความผ่อนคลายด้วยกลิ่นอายของธรรมชาติและลมทะเลเย็น ๆ

โปรแกรมท่องเที่ยวทางใต้จะพาคุณไปชมเมืองนันโจ ซึ่งยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่อย่างมาก
เมื่อลงมาจากสะพานนิไรกาไนที่โอบล้อมด้วยทิวทัศน์ทะเลสีฟ้าคราม ก็มาถึงโบราณสถานทางประวัติศาสตร์เซฟาอูตากิ
ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งอาณาจักรริวกิวและเป็นสถานที่ที่จะช่วยทำให้จิตใจของคุณรู้สึกผ่อนคลาย เมื่อเดินทางออกมาโดยรถยนต์ประมาณ 15 นาที ก็จะไปรับประทานอาหารที่ร้านยามาโนจายารากูซูอิ
หลังจากนั้นเดินทางผ่านถนนที่มุ่งหน้าสู่เกาะโออุ เมื่อเลี้ยวขวาไปด้านที่ห่างออกไปจากชายหาดมุ่งหน้าสู่โอกินาว่าเวิลด์ (Okinawa World Bunka Okoku Gyokusendo) และทางด้านตรงข้ามคุณจะพบกับถ้ำหินปูนที่พังลงมาและกลายสภาพเป็นป่าเรียกว่าหุบเขาแห่งกังงาระ

1. สะพานนิไรกาไน

เป็นสะพานที่สามารถเห็นวิวทิวทัศน์แบบพาโนรามาของมหาสมุทรแปซิฟิก
ณ อีกฟากหนึ่งของทะเลจะเห็นเกาะคูดากะ ซึ่งมักเรียกว่า เกาะแห่งเทพเจ้า
เนื่องจากห้ามจอดรถระหว่างทางบนสะพาน หากต้องการชมวิวได้อย่างเต็มที่ ขอแนะนำให้ไปจอดรถที่จุดชมวิวที่อยู่บนเนิน แม้ว่าสะพานแห่งนี้เป็นสะพานเดี่ยว แต่ก็เรียกชื่อสะพานแยกเป็นสองชื่อ โดยฝั่งที่ติดกับแผ่นดินเรียกว่าสะพานนิไร และฝั่งที่ติดทะเลเรียกว่าสะพานคาไน คำว่า นิไรกาไน โดยในภาษาถิ่นของโอกินาว่า หมายถึง ดินแดนอันสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งทะเลอันไกลโพ้นนั่นเอง
เพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ที่ยอดเยี่ยมไปพร้อมกับประหลาดใจในความเป็นไปแห่งความลี้ลับนี้

2. เซฟาอูตากิ

เซฟาอูตากิ เป็นหนึ่งในเจ็ดอูตากิหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างโดยอามามิกิโยะผู้เป็นเทพเจ้าในตำนานริวกิวไคเบียกุ (ตำนานของโอกินาว่า) และเชื่อกันว่าเป็นสถานที่จัดพิธีรับตำแหน่งของนักบวชหญิงระดับสูงที่เรียกว่า “คิโกเอโองิมิ” ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นจุดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของริวกิว แม้ปัจจุบันก็ยังมีผู้ศรัทธามาสักการะบูชาอยู่เป็นจำนวนมาก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2000 เมื่อเดินผ่านจุดสักการะที่เรียกว่า “ซังงูอิ” ที่เกิดจากหินขนาดใหญ่ 2 ก้อนพิงกัน คุณจะสามารถมองเห็นเกาะคูดากะได้ด้วย

เซฟาอุตะคิ*ภาษาอังกฤษ

3. ร้านยามาโนจายารากูซูอิ

ร้านนี้เป็นร้านอาหารที่มีการวางหินเป็นชั้นล้อมรอบด้วยดอกไม้ที่ตั้งอยู่กลางภูเขา
เมื่อเดินเข้ามาในร้านจะสะดุดตากับกำแพงที่ก่อด้วยหินตามชายฝั่ง ทำให้บรรยากาศมีความเป็นเอกลักษณ์
ในส่วนของเมนู จะมีอาหารโอกินาว่าที่ดีต่อสุขภาพโดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นที่สดใหม่และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มสุภาพสตรี
และยังมองเห็นทะเลอันกว้างใหญ่งดงามจากนอกหน้าต่าง

“Yamanochaya Rakusui” เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ*ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น

4. โอกินาว่าเวิลด์ (Okinawa World Bunka Okoku Gyokusendo)

เป็นสวนที่จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และพื้นที่ธรรมชาติของโอกินาว่า โดยมีถ้ำเกียวกูเซ็นโดซึ่งเป็นถ้ำหินปูนและถ้ำหินย้อยที่มีความยาวทั้งหมด 5 กิโลเมตรเป็นจุดศูนย์กลาง
เมืองอันงดงามที่ชวนให้ระลึกถึงสมัยอาณาจักรริวกิวซึ่งได้ถูกบูรณะขึ้นใหม่ในบริเวณเมืองรอบปราสาทด้วยการอพยพย้ายถิ่นฐานบ้านเรือนมาเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ที่นี่คุณสามารถทดลองสร้างสรรค์งานฝีมือเชิงวัฒนธรรม เช่น บิงงาตะ และการทำกระดาษ และอย่าพลาดการรับชมการแสดงซูเปอร์เอซา (Super Eisa) ที่เป็นการผสมผสานระหว่างระบำเอซาและระบำคาชาชี (Kacha-shii) (จัดการแสดงวันละ 4 รอบ)

Okinawa World Bunka Okoku Gyokusendo เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ*ภาษาอังกฤษ

5. หุบเขาแห่งกังงาระ

หุบเขาแห่งกังงาระ เป็นถ้ำหินปูนที่ถล่มลงมาเมื่อหลายแสนปีก่อนจนกลายเป็นหลุมเหวและมีแม่น้ำกับป่าขนาดใหญ่เกิดขึ้น “กังงาระ” คือ เสียงสะท้อนของหินที่คนในสมัยก่อนโยนลงไปยังก้นเหว มีการค้นพบฟอสซิลและเครื่องปั้นดินเผาที่นี่เป็นจำนวนมาก โดยในบริเวณใกล้เคียงพบซากฟอสซิลกระดูกมนุษย์มินาโตงาวะ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวญี่ปุ่นอีกด้วย นอกจากนี้การก่อตัวของหิน หินย้อยขนาดใหญ่ และต้นไทรย้อยใบคู่ที่มีความสูงประมาณ 20 เมตร ก็เป็นอีก 3 สิ่งที่ไม่ควรพลาดไปเยี่ยมชม

เหวแห่งกังการ่า*ภาษาอังกฤษ

ชมวิวใต้ทะเลผ่านเรือท้องกระจกใสราวกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำตามธรรมชาติ

หาดมิบารุที่ยังคงความดั้งเดิม ชายหาดที่ซ่อนตัวอยู่แต่เดินทางไปได้ง่าย
หาดมิบารุเป็นชายหาดธรรมชาติที่มีหาดทรายความยาวต่อเนื่อง 2 กิโลเมตร
แม้ว่าน้ำทะเลจะใสแจ๋วและตื้นทำให้ซึ่งเด็ก ๆ สามารถลงไปเล่นน้ำทะเลได้ แต่โปรดระมัดระวังความปลอดภัยของตัวคุณเองขณะลงเล่นน้ำ
นอกจากนี้ยังมีมารีนเซ็นเตอร์ (Marine Center) ที่มีที่อาบน้ำและห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าจัดเตรียมไว้ให้ และที่ได้รับนิยมมากที่สุด คือ เรือท้องกระจกใสที่สามารถมองเห็นใต้ทะเลได้
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำทางธรรมชาตินี้ สามารถมองเห็นปลาการ์ตูนส้มขาว ปลาผีเสื้อ ปลาสลิดหินฟ้าหางส้ม ปลาวัวมงกุฎได้
เป็นชายหาดตามธรรมชาติที่ผ่อนคลาย และสามารถเดินทางไปได้ง่าย

มีเกาะอันเลื่องชื่อเรื่องเท็มปูระด้วยเหรอ ?!

เกาะโออุที่คุณจะสามารถพบเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเลที่เป็นชาวบ้านในท้องถิ่น
เกาะโออุเป็นเกาะเล็ก ๆ มีระยะทางรอบเกาะ 1.6 กิโลเมตร ซึ่งเชื่อมต่อกับเกาะโอกินาว่าด้วยสะพานที่ขับรถมาถึงได้ บริเวณริมถนนใกล้สะพานมีร้านค้า จุดพักรถ โรงอาหาร ร้านอาหารสดต่าง ๆ เรียงรายอยู่ โดยอาหารที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนที่นี่คือเท็มปูระ โดยในโอกินาว่าเท็มปูระจัดอยู่ในประเภทขนมกินเล่น
ความเพลิดเพลินในการมาเที่ยวเกาะแห่งนี้ คือ การรับประทานเท็มปูระปลา ปลาหมึก สาหร่าย และมันหวาน พร้อมกับมองดูทะเลไปด้วย ชาวบ้านส่วนใหญ่ของเกาะจะเป็นชาวเล (ชาวประมง) มีการจัดกิจกรรมฮารี (Okinawan dragon boat) ที่มักจัดขึ้นอย่างครึกครื้นในวันที่ 4 เดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติของทุกปี ฮารี คือ การแข่งพายเรือโดยใช้เรือมังกรที่เรียกว่า “ฮาริวเซ็น” ซึ่งเป็นเทศกาลเพื่อขอให้การเดินเรือเป็นไปอย่างปลอดภัยและในวันนี้จะเป็นวันที่เกาะครื้นเครงมากที่สุดในรอบปี